เงินสมทบประกันสังคม 2569 นายจ้าง-ลูกจ้างจ่ายเท่าไร? เพดานใหม่ 17,500 บาท หักสูงสุด 875 บาท
ปี 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดของประกันสังคมเพิ่มเป็น 17,500 บาท ลูกจ้างมาตรา 33 จ่ายสูงสุด 875 บาท นายจ้างจ่ายเท่ากัน สรุปวิธีคำนวณ ตัวอย่าง กำหนดนำส่ง เพดานปีต่อไป และอัตรามาตรา 39 และ 40
ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 เงินสมทบประกันสังคมของลูกจ้างที่มีเงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทเปลี่ยนไป เพราะฐานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้คำนวณปรับขึ้นเป็น 17,500 บาท บทความนี้สรุปว่าใครจ่ายเท่าไร คำนวณอย่างไร และนายจ้างต้องทำอะไรบ้าง
ถ้าอยากคำนวณทันที ใช้เครื่องคำนวณเงินสมทบประกันสังคม ได้ฟรี เลือกปีและเดือนได้
อัตราเงินสมทบมาตรา 33 ปี 2569
- ลูกจ้าง จ่าย 5% ของค่าจ้าง
- นายจ้าง จ่ายสมทบ 5% เท่ากัน
- รัฐบาล สมทบอีกส่วนหนึ่ง
- ฐานค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท ฐานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท
ดังนั้นลูกจ้างจ่ายต่ำสุดเดือนละ 83 บาท (1,650 × 5% = 82.50 ปัดเป็น 83) และสูงสุดเดือนละ 875 บาท จากเดิมสูงสุด 750 บาท นายจ้างจ่ายเท่ากับลูกจ้างแต่ละคน
เพดานค่าจ้างปรับขึ้นเป็นขั้น
ตามกฎกระทรวงที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงสำหรับคำนวณเงินสมทบ ฐานค่าจ้างสูงสุดปรับเป็นขั้นดังนี้
- ปี 2569–2571: 17,500 บาท (เงินสมทบสูงสุด 875 บาท)
- ปี 2572–2574: 20,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท)
- ตั้งแต่ปี 2575: 23,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท)
อัตรานี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบาย ควรติดตามประกาศของสำนักงานประกันสังคมเสมอ
วิธีคำนวณ
- หาค่าจ้างของเดือนนั้น — เงินที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนการทำงานในวันและเวลาทำงานปกติ เช่น เงินเดือน ค่าจ้างรายวัน และค่าตอบแทนที่จ่ายประจำ โดยทั่วไปไม่รวมค่าล่วงเวลา
- ถ้าค่าจ้างต่ำกว่า 1,650 บาท ใช้ 1,650 บาท ถ้าสูงกว่า 17,500 บาท ใช้ 17,500 บาท
- คูณ 5% แล้วปัดเศษเป็นบาท (50 สตางค์ขึ้นไปปัดขึ้น ต่ำกว่านั้นปัดทิ้ง)
ตัวอย่าง
- เงินเดือน 20,000 บาท — ใช้ฐาน 17,500 × 5% = 875 บาท นายจ้างจ่ายอีก 875 บาท รวมนำส่ง 1,750 บาท
- เงินเดือน 15,000 บาท — 15,000 × 5% = 750 บาท เท่าเดิม เพราะไม่ถึงเพดาน
- ค่าจ้าง 12,345 บาท — 617.25 ปัดเป็น 617 บาท
- พนักงานเริ่มงานวันที่ 28 ได้ค่าจ้างเดือนแรก 1,000 บาท — ใช้ฐานต่ำสุด 1,650 บาท จ่าย 83 บาท
สังเกตว่าผลกระทบเกิดเฉพาะคนที่ค่าจ้างเกิน 15,000 บาท ซึ่งจ่ายเพิ่มสูงสุดเดือนละ 125 บาท และนายจ้างจ่ายเพิ่มเท่ากันต่อคน
ได้อะไรจากการจ่ายเพิ่ม
เงินทดแทนหลายประเภทของประกันสังคมคำนวณจากค่าจ้างที่ใช้คิดเงินสมทบ เมื่อเพดานสูงขึ้น ลูกจ้างที่เงินเดือนสูงกว่า 15,000 บาทจะได้เงินทดแทนบางกรณีสูงขึ้นตาม เช่น เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย ว่างงาน และเงินบำนาญชราภาพที่คิดจากค่าจ้างเฉลี่ย รายละเอียดสิทธิแต่ละกรณีตรวจได้จากสำนักงานประกันสังคม
สิ่งที่นายจ้างต้องทำ
- ขึ้นทะเบียนพนักงานใหม่ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด (โดยทั่วไปภายใน 30 วันนับจากวันที่รับเข้าทำงาน)
- หักเงินสมทบทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ตามฐานของเดือนนั้น
- ยื่นแบบ สปส.1-10 และนำส่งเงินสมทบ ทั้งส่วนลูกจ้างและนายจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ยื่นผ่าน e-Service ได้
- แจ้งพนักงานลาออก ตามแบบที่กำหนดเมื่อพนักงานพ้นสภาพ
นำส่งช้าต้องเสียเงินเพิ่มตามกฎหมายประกันสังคม (ร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินสมทบที่ยังไม่ได้นำส่ง) ควรตั้งระบบให้หักอัตโนมัติและเตือนก่อนถึงกำหนด
มาตรา 39 และมาตรา 40 จ่ายเท่าไร
- มาตรา 39 — ผู้ที่เคยเป็นลูกจ้างมาตรา 33 จ่ายเงินสมทบมาแล้วอย่างน้อย 12 เดือน และออกจากงาน สมัครต่อได้ภายใน 6 เดือน จ่ายเงินสมทบเองจากฐานค่าจ้างที่กำหนด ซึ่งใช้มานานหลายปีคือฐาน 4,800 บาท อัตรา 9% เท่ากับ 432 บาทต่อเดือน
- มาตรา 40 — ผู้ประกอบอาชีพอิสระและแรงงานนอกระบบ เลือกจ่ายได้ 3 ทางเลือก คือ 70 บาท 100 บาท หรือ 300 บาทต่อเดือน สิทธิประโยชน์ต่างกันตามทางเลือก
อัตราของมาตรา 39 และ 40 ไม่ได้เปลี่ยนพร้อมเพดานของมาตรา 33 โดยอัตโนมัติ ตรวจอัตราล่าสุดกับสำนักงานประกันสังคมก่อนชำระ
ลดหย่อนภาษีได้เท่าไร
เงินสมทบที่ลูกจ้างจ่ายนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง ปี 2569 ถ้าจ่ายสูงสุดทุกเดือนจะลดหย่อนได้ 875 × 12 = 10,500 บาท (ปี 2568 สูงสุด 9,000 บาท) ยอดนี้อยู่ในหนังสือรับรอง 50 ทวิ ที่นายจ้างออกให้ ดูผลต่อภาษีได้ที่เครื่องคำนวณภาษี
ให้ระบบหักให้ถูกทุกเดือน
ช่วงที่เพดานเปลี่ยน ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือยังหัก 750 บาทตามสูตรเดิมใน Excel ระบบเงินเดือนของ HomeHQ เก็บอัตราประกันสังคมเป็นรายช่วงเดือนตามกฎหมาย หักตามเพดานของเดือนนั้นอัตโนมัติ และแพ็กเกจ Business ขึ้นไปออกไฟล์ สปส.1-10 (PDF และ Excel ตามแบบฟอร์มของสำนักงานประกันสังคม) สำหรับยื่น e-Service อ่านต่อเรื่องการคำนวณเงินเดือนสุทธิ หรือทดลองใช้ฟรี
ข้อมูลในบทความรวบรวมเพื่อการศึกษา ณ ปี 2569 อัตราและเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามกฎหมาย โปรดตรวจสอบกับสำนักงานประกันสังคม (สายด่วน 1506) ก่อนดำเนินการ